ทำไม “รถยนต์ไฟฟ้า” ถึงดูเป็นเรื่องที่ไกลตัวคนไทยเหลือเกิน!?

เมื่อประมาณ 15 ปีก่อน ย้อนกลับไปเวลานั้น หากเราพูดรถยนต์ไฟฟ้า แล้ว หลายคนคงจะนึกถึงรถที่มีเครื่องยนต์ขนาดเล็ก ขับได้ช้า และมีประสิทธิภาพต่ำไม่เหมาะกับการนำมาใช้งานจริงในชีวิตประจำวัน รถยนต์ไฟฟ้าก็เป็นสิ่งที่ไกลตัวต่อผู้ใช้รถยนต์ทั่วโลกเป็นอย่างมากในเวลานั้น

แต่ปัจจุบันโลกนี้ ได้มีการเปลี่ยนแปลง เมื่อรถยนต์ไฟฟ้าถูกพัฒนาให้ประสิทธิภาพ สามารถใช้งานได้ในระดับดีถึงดีเยี่ยม และมีข้อดีหลายอย่างที่ต่างไปจากรถยนต์ที่ใช้น้ำมันเชื้อเพลิง

ผู้นำในหลายประเทศก็ออกมาผลักดัน ให้ประชากรในประเทศหันมาใช้รถยนต์พลังงานไฟฟ้ามากขึ้น และตอนนี้จำนวนของรถยนต์ไฟฟ้าก็มากขึ้นเรื่อยๆ

องค์การพลังงานนานาชาติ หรือ IEA (International Energy Agency) ได้คาดการณ์ไว้ว่าในปี 2020 นี้ จะมีรถยนต์ไฟฟ้าทั่วโลกประมาณ 20 ล้านคัน

ปัจจุบันในหลายประเทศทั่วโลก รถยนต์ไฟฟ้าไม่ใช่สิ่งไกลตัวอีกต่อไป

เมื่อพูดถึงประเทศไทย ถ้าคิดจะออกรถใหม่สักคันหนึ่ง รถยนต์ไฟฟ้าแทบจะไม่มีอยู่ในตัวเลือกเลย

รถยนต์ไฟฟ้ายังคงเป็นสิ่งที่ไกลตัวคนไทยเหมือนเดิม ทำไมถึงเป็นแบบนั้น เราลองไปหาเหตุผลนั้นกัน

ราคา คือปัจจัยหลัก

หากพูดถึงราคาของรถยนต์ไฟฟ้า นั้นคือปัจจัยหลักที่สำคัญมากๆ ที่ทำให้รถยนต์ไฟฟ้าเป็นสิ่งไกลตัวคนไทยเป็นอย่างมาก

เราลองมาดูราคาของรถยนต์ไฟฟ้าที่มาทำตลาดในบ้านเรากันก่อนครับ…

1.Nissan Leaf – 1.9 ล้านบาท (ราคาที่ญี่ปุ่น 9 แสนบาท)

2.Hyundai KONA Electric – เริ่มต้น 1.85 ล้านบาท (ราคาที่เกาหลีใต้ 1.1 ล้านบาท)

3.Hyundai IONIQ EV – 1.7 ล้านบาท (ราคาที่เกาหลีใต้ 1.1 ล้านบาท)

4.KIA Soul EV – 2.2 ล้านบาท (ราคาที่เกาหลีใต้ 1.2 ล้านบาท)

ใครที่ได้เห็นราคาของรถยนต์ไฟฟ้าเห็นก็จะเกิดคำถามว่ามัน คุ้มค่ากับเงินที่จ่ายไปไหม

Nissan Leaf ราคาที่ขายในประเทศไทย 1.9 ล้านบาท

รถคันนี้ยังเป็นแค่รถระดับกลางจากประเทศในแถบเอเชียด้วยกัน ไม่ต้องพูดถึงราคาของรถยนต์ไฟฟ้าสุดหรูจากโซนยุโรปหรืออเมริกา ที่มีประสิทธิภาพสูงกว่านี้

ในเมื่อคนชนชั้นกลางไม่สามารถเข้าถึงได้ ทำให้รถยนต์ไฟฟ้าเป็นสิ่งที่ไกลตัวสำหรับคนไทยอย่างสิ้นเชิง โดยไม่ต้องพูดถึงปัจจัยอีกอย่างคือเรื่องสถานีชาร์จไฟเลย

ถึงแม้ใจของคุณอยากจะรักษ์สิ่งแวดล้อมของโลกมากแค่ไหน แต่ด้วยจำนวนเงินขนาดนี้ สู้ไปซื้อ “รถไฮบริด” ไม่ดีกว่าหรือ เพราะเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมเหมือนกัน แม้จะไม่เท่ารถยนต์ไฟฟ้า แต่เมื่อคำนึงถึงความคุ้มค่า และความสะดวกในการใช้งานแล้ว ต้องบอกว่ารถยนต์ไฟฟ้าสู้ไม่ได้จริงๆ

ทำไมรถยนต์ไฟฟ้าถึงมีราคาแพง?

เมื่อเราดูจากราคาของรถยนต์ไฟฟ้าด้านบน จะเห็นว่าในประเทศผู้ผลิตนั้น มีราคาถูกกว่าไทยเกือบถึง 2 เท่า ทั้งๆ ที่ประเทศของพวกเขามีค่าแรงที่สูงกว่าประเทศไทยมากมาย ทำไมถึงเป็นแบบนั้น

สาเหตุนั้นเป็นเพราะว่า ปัจจุบันรถยนต์ไฟฟ้ายังคงต้องนำเข้าจากต่างประเทศมาทั้งคัน และเมื่อต้องนำเข้ามาทั้งคัน ก็ทำให้ต้องผ่านการเสียภาษีถึง 4 ตัว ได้แก่

1.ภาษีอากรขาเข้า การเก็บภาษีนี้จะแตกต่างกันออกไป ในแต่ละประเทศตามข้อตกลงที่ทำด้วยกันไว้ เช่น ญี่ปุ่นต้องเสีย 20% หรือ จีนที่ไม่เสียเลยเพราะข้อตกลงการค้าเสรีที่ทำไว้กับไทย

2.ภาษีสรรพสามิต 8%

3.ภาษีเพื่อมหาดไทย 10%

4.ภาษีมูลค่าเพิ่ม 7%

เมื่อบวกภาษีทุกอย่างเข้าไปก็ทำให้ราคาออกมาอย่างที่เราเห็นไปข้างต้น

ความหวังเดียวของผู้ที่อยากมีรถยนต์ไฟฟ้าใช้ในชีวิตประจำวันและมีราคาที่จับต้องได้ คงจะต้องลุ้นรถยนต์จากประเทศจีนเท่านั้น เพราะที่จีนจะเสียภาษีน้อยที่สุด

แต่ถึงอย่างนั้น รถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่จากจีนอย่าง MG รุ่น ZS EV ที่กำลังจะเปิดตัวพร้อมกับมีข่าวว่าราคา 1.5 ล้านนั้น ก็นับว่าราคานั้นยังแพงเกินเอื้อมจากคนทั่วไปอยู่ดี

เหลือหนทางเดียวที่จะทำให้รถยนต์ไฟฟ้ามีราคาถูกลงนั่นก็คือ รถยนต์ไฟฟ้าจะต้องมีสายการผลิต และประกอบในไทย

การที่จะทำให้รถยนต์ไฟฟ้าเข้าถึงคนไทยได้นั้น ราคาค่าตัวของพวกมันจะต้องลงมาเอื้อมถึงให้ได้เสียก่อน

การที่จะทำแบบนั้นได้ จะต้องมีการกำหนดหนทางเดียวนั่นก็คือ รถยนต์ไฟฟ้าจะต้องเข้ามาประกอบในไทยนั่นเอง

เพราะเมื่อเข้ามาประกอบแล้ว ค่าภาษีที่บวกเข้ามาในราคารถก็จะลดลงมา แต่ปัจจุบันยังไม่มีค่ายไหนที่จะนำรถยนต์ไฟฟ้าเข้ามาประกอบในไทย

ภาครัฐคือปัจจัยสำคัญ

ส่วนหนึ่งที่ยังไม่มีค่ายรถไหนนำรถยนต์ไฟฟ้าเข้ามาประกอบในไทย เพราะรัฐยังไม่ได้สนับสนุนให้รถยนต์ไฟฟ้าเกิดขึ้นมาอย่างจริงจัง

รัฐมีนโยบายลดภาษีสรรพสามิตให้รถยนต์ไฟฟ้าเหลือแค่ 2% แต่มีเงื่อนไขว่าจะต้องสร้างโรงงานประกอบในไทย และใช้แบตเตอรี่ที่ผลิตในประเทศไทยเท่านั้น บวกเข้ากับรัฐไม่มีนโยบายจูงใจให้คนหันมาใช้รถยนต์ไฟฟ้า

ก็ทำให้ค่ายรถยนต์ยังไม่คิดที่จะเข้ามาลงทุนอย่างจริงจัง อาจจะเพราะพวกเขามองว่ายังได้รับการส่งเสริมไม่พอ หรือมีตัวเลือกประเทศอื่นในแถบนี้ที่น่าสนใจไปลงทุนมากกว่า

แล้วภาครัฐต้องสนับสนุนอย่างไรให้ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าโตขึ้น?

เราลองมาดูตัวอย่างนโยบายสนับสนุนจากภาครัฐประเทศจีน ที่เป็นประเทศที่มีผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้ามากที่สุดในโลกกัน

1.มีเงินสนับสนุนให้ผู้ซื้อรถยนต์ไฟฟ้า หมายความว่าเมื่อคุณจะซื้อรถยนต์ไฟฟ้าสักคัน รัฐจะจ่ายเงินให้ 1-2 แสนบาทจากราคาเต็ม ทำให้มีแต่ได้กับได้กับทั้งฝ่ายผู้ซื้อและผู้ผลิต

2.ส่งเสริมให้บริษัทต่างชาติเข้ามาร่วมทุนกับบริษัทท้องถิ่น ล่าสุด Tesla ก็ได้เปิดโรงงานผลิตที่เซี่ยงไฮ้อย่างเป็นทางการเมื่อไม่นานมานี้

ประเทศนอร์เวย์ก็อีกประเทศหนึ่งที่มีตลาดรถยนต์ไฟฟ้าโตมากรองจากประเทศจีน เพราะพวกเขามีค่าเฉลี่ยคนใช้รถยนต์ไฟฟ้ามากที่สุดในโลกเมื่อเทียบกับประชากร

รัฐบาลนอร์เวย์มีนโยบายสนับสนุนอย่างไรไปดูกัน…

1.รถยนต์ไฟฟ้าไม่ต้องเสียภาษีนำเข้าทำให้ค่ายรถทั้งหลายอยากนำรถยนต์ไฟฟ้ามาเปิดตลาด และราคาของรถยนต์ไฟฟ้าของที่นี่ก็ถูกกว่ารถยนต์ที่ใช้น้ำมันเชื้อเพลิง

2.ผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้าไม่ต้องเสีย vat 25% รวมถึงจ่ายภาษีน้อยกว่าคนใช้รถยนต์น้ำมัน

3.ผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้าได้จะสิทธิพิเศษมากมาย เช่น ไม่เสียค่าทางด่วน ไม่เสียค่าจอดในเมือง เข้าเลนรถบัสหรือเลนพิเศษได้ไม่ต้องทนรถติด และรัฐจัดให้มีสถานีชาร์จให้ใช้ไฟได้ฟรี 7,600 แห่งทั่วประเทศ

การสนับสนุนจากภาครัฐอย่างจัดเต็มนี้ ทำให้รถยนต์ไฟฟ้าที่นอร์เวย์มีส่วนแบ่งการตลาดรถยนต์ทั้งหมดถึง 39% ในปีที่แล้ว

และรัฐบาลก็ตั้งเป้าไว้ว่าภายในปี 2025 ส่วนแบ่งการตลาดของรถยนต์ไฟฟ้าจะต้องเพิ่มขึ้นเป็น 100%

หรือก็คือทุกคนในประเทศจะเปลี่ยนมาใช้รถยนต์ไฟฟ้าทั้งหมดนั่นเอง

สถานีชาร์จไฟสาธารณะในนอร์เวย์

แล้วมีโอกาสไหมที่คนไทยจะเข้าใกล้รถยนต์ไฟฟ้ามากกว่าเดิม?

ทั่วโลกกำลังผลักดันรถยนต์ไฟฟ้าให้กลายมาเป็นตัวเลือกแรกของผู้ใช้รถในอนาคต

มีหลายประเทศที่จริงจังกับการสนับสนุนรถยนต์ไฟฟ้าโดยเฉพาะสองประเทศมหาอำนาจอย่างจีนและอเมริกา

รวมถึงค่ายรถยนต์ชื่อดังทั้งหลายไม่ว่าจะจากญี่ปุ่น เยอรมนี เกาหลีใต้ หรืออเมริกา ก็มีแผนงานที่จะผลิตรถยนต์ไฟฟ้าออกมาสู่ตลาดในอนาคต

สำหรับคำถามข้างต้น ก็ต้องบอกว่าประเทศไทยนั้นมีโอกาสแน่นอนที่จะเข้าใกล้รถยนต์ไฟฟ้ามากกว่านี้ เพราะกระแสของโลกกำลังไหลไปทางรถยนต์ไฟฟ้า

แต่อยู่ที่เวลาว่าจะอีกนานแค่ไหน ซึ่งก็ยังบอกไม่ได้ ทั้งนี้ต้องขึ้นอยู่ที่ภาครัฐว่าจะให้การสนับสนุนเมื่อไหร่ และมากขนาดไหน

แต่ถึงอย่างนั้น ผู้ที่สนับสนุนรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยก็ไม่ได้นิ่งเฉย

ประเทศเรามี “สมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย” (EVAT) ที่คอยผลักดันให้รถยนต์ไฟฟ้าเติบโตขึ้นให้ได้

ซึ่งล่าสุดทางสมาคมก็ได้ทำข้อเสนอต่อรัฐบาลถึงการออกนโยบายส่งเสริมรถยนต์ไฟฟ้า ดังภาพด้านล่าง

ที่มา: ฐานเศรษฐกิจ และสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย (EVAT)

หากภาครัฐสามารถปรับข้อกฎหมายตามที่สมาคมยื่นข้อเสนอไปได้ การที่คนไทยจะเข้าใกล้รถยนต์ไฟฟ้ามากขึ้นก็ไม่ใช่แค่เรื่องเพ้อเจ้ออีกต่อไป

สรุปได้ว่า…

เป็นเรื่องจริงที่ “ราคา” คือสาเหตุที่ทำให้รถยนต์ไฟฟ้ายังเป็นสิ่งที่ไกลตัวคนไทย

แต่ราคาเป็นแค่หนึ่งในปัจจัยย่อยเท่านั้น เมื่อมองให้ลึกลงไป การที่จะทำให้ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าโตขึ้นได้ ภาครัฐคือส่วนสำคัญ

แต่จะเป็นเมื่อไหร่ ที่ภาครัฐทำการสนับสนุนอย่างเต็มที่ ให้รถยนต์ไฟฟ้าได้แจ้งเกิดในไทยนั้น ก็ไม่สามารถบอกได้

มันอาจจะเกิดขึ้นในเร็วๆ นี้ หรืออีกนานหลายปี ก็คงต้องรอดูกันต่อไปครับ…

THAI EV